Detail
Discount
Help

 >  บทความ  >  Copayment คืออะไร? เข้าใจเงื่อนไขร่วมจ่าย ก่อนทำประกันสุขภาพปี 2568

Copayment คืออะไร? เข้าใจเงื่อนไขร่วมจ่าย ก่อนทำประกันสุขภาพปี 2568

24 ก.พ. 2568

เข้าใจเงื่อนไข Copayment ในประกันสุขภาพ และผลกระทบที่ควรรู้ !

 

Co-payment หรือ Copay คืออะไร ?

Copayment หรือ "การร่วมจ่าย" คือการที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลส่วนหนึ่งร่วมกับบริษัทประกันภัย โดยปกติจะกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด เช่น 30% หรือ 50% ของค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นจริง

 

การเปลี่ยนแปลงประกันสุขภาพ 2568: กฎใหม่ Copayment ที่ต้องรู้!

ตั้งแต่ 20 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้กำหนดให้ กรมธรรม์ประกันสุขภาพฉบับใหม่ ต้องมี เงื่อนไข Copayment (การมีส่วนร่วมจ่าย) สำหรับผู้เอาประกันภัยที่มีการเคลมค่ารักษาพยาบาลเกินเกณฑ์ที่กำหนด โดยเงื่อนไขนี้ ไม่มีผลย้อนหลัง กับกรมธรรม์ที่ได้รับอนุมัติก่อนหน้า ดังนั้นหากคุณกำลังวางแผนทำประกันสุขภาพ ต้องอย่าลืมศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขใหม่ให้ดี ๆ ก่อนเลือกแผนประกันที่เหมาะสม เพื่อช่วยบริหารค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและไม่เกิดความยุ่งยากในภายหลัง

 

หลักเกณฑ์ในการเข้าเงื่อนไข Copayment

 

ใครบ้างที่จะเข้าเงื่อนไข Copayment ?

  • กรณีที่ 1 การเคลมสำหรับโรคที่ไม่รุนแรง (Simple Disease) มากกว่า 3 ครั้งต่อปี และอัตราการเคลมมากกว่า 200% ของเบี้ยประกันสุขภาพ ผู้เอาประกันต้องร่วมจ่าย 30% ของค่ารักษาในปีถัดไป
  • กรณีที่ 2 การเคลมสำหรับโรคทั่วไป (ไม่รวมโรคร้ายแรงและการผ่าตัดใหญ่) มากกว่า 3 ครั้งต่อปี และอัตราการเคลมมากกว่า 400% ของเบี้ยประกันสุขภาพ ผู้เอาประกันต้องร่วมจ่าย 30% ของค่ารักษาในปีถัดไป
  • กรณีที่ 3 หากเข้าเงื่อนไข ทั้งกรณีที่ 1 และ 2 ผู้เอาประกันภัยต้องร่วมจ่าย Copayment 50% ของค่ารักษาในปีถัดไป

เงื่อนไขเหล่านี้จะมีผลกับกรมธรรม์ที่เริ่มคุ้มครอง ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป และไม่มีผลย้อนหลังกับกรมธรรม์ที่ได้รับอนุมัติก่อนหน้านี้

 

ถ้าเข้าเงื่อนไข Copayment แล้วจะมีผลทุกปีหรือไม่ ?

 

9 โรคเจ็บป่วยเล็กน้อย (Simple Diseases) ที่ต้องรู้สำหรับผู้ทำประกันสุขภาพ

Simple Diseases คือ อาการเจ็บป่วยที่ไม่รุนแรง และสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล มักจะสามารถดูแลได้ด้วยการรักษาผู้ป่วยนอก (OPD) หรือการรับยาเบื้องต้นที่บ้าน โดย Simple Diseases มักมีลักษณะดังนี้

 
  • อาการไม่รุนแรง : ไม่กระทบการใช้ชีวิตประจำวันในระยะยาว
  • รักษาง่าย : ใช้ยาสามัญหรือวิธีธรรมชาติ เช่น การพักผ่อนหรือดื่มน้ำมากๆ
  • หายเองได้ : บางอาการสามารถหายได้เองโดยไม่ต้องพึ่งการรักษา
  • พบได้บ่อย : เกิดขึ้นได้ทั่วไปในทุกเพศทุกวัย เช่น ไข้หวัดหรือปวดหัว
 

หลักเกณฑ์การพิจารณากลุ่มโรคการป่วยเล็กน้อยทั่วไป 9 โรค

  1. ติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน *
  2. ไข้หวัดใหญ่ *
  3. ท้องเสีย *
  4. ไข้ไม่ระบุสาเหตุ *
  5. ภูมิแพ้ *
  6. โรคกระเพาะอาหารอักเสบและกรดไหลย้อน *
  7. เวียนศีรษะ
  8. ปวดหัว
  9. กล้ามเนื้ออักเสบ

* หมายเหตุ: สำหรับผู้เอาประกันภัยที่อายุ 3-5 ปี จะครอบคลุมแค่ 6 โรคแรก ขณะที่ผู้เอาประกันภัยที่อายุ 6 ปีขึ้นไป จะครอบคลุมทั้ง 9 โรค

 

50 รายชื่อโรคร้ายแรงและผ่าตัดใหญ่ ที่เมื่อเกิดการเคลมจะไม่ถูกนับเข้าเงื่อนไข Copayment

สรุปบทความ

Copayment หรือ "ค่าใช้จ่ายร่วม" เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ผู้เอาประกันต้องเข้าใจ ก่อนเลือกซื้อประกันสุขภาพปี 2568 โดยเฉพาะหลังการเปลี่ยนแปลงกฎใหม่ที่มีผล ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของผู้เอาประกัน ทั้งนี้ การมี Copayment ไม่ได้หมายความว่าประกันสุขภาพจะไม่คุ้มค่า แต่เป็นกลไกที่ช่วยควบคุมอัตราการเคลมและทำให้เบี้ยประกันอยู่ในระดับที่เหมาะสม

ก่อนตัดสินใจเลือกแผนประกันสุขภาพที่มีเงื่อนไข Copayment ควรพิจารณาความต้องการของตนเอง ศึกษารายละเอียดกรมธรรม์อย่างรอบคอบ และเปรียบเทียบความคุ้มครองให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคุณ หากไม่แน่ใจ สามารถ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองที่ตอบโจทย์และคุ้มค่าที่สุดในระยะยาว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Copayment

เพื่อให้ผู้เอาประกันสามารถเข้าใจและเตรียมตัวได้ดียิ่งขึ้นเกี่ยวกับเงื่อนไข Copayment ในประกันสุขภาพ นี่คือคำถามที่มักพบบ่อยพร้อมคำตอบที่ชัดเจน

Copayment หรือ “การจ่ายร่วม” คือจำนวนเงินที่ผู้เอาประกันต้องชำระเองเมื่อเข้ารับบริการทางการแพทย์ แม้ว่าจะมีความคุ้มครองจากกรมธรรม์แล้ว โดยมักเป็นจำนวนเงินคงที่ต่อครั้ง เช่น 100 บาท หรือเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่าบริการ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในกรมธรรม์
Copayment: จ่ายเป็นจำนวนคงที่ต่อครั้ง เช่น 100 บาท
Deductible: จำนวนเงินที่ต้องจ่ายเองก่อนที่ประกันจะเริ่มคุ้มครอง
Coinsurance: จ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่ารักษาพยาบาล เช่น 20% ของค่าใช้จ่าย
Copayment ช่วยให้ระบบประกันสุขภาพมีความยั่งยืน ลดการใช้บริการโดยไม่จำเป็น และควบคุมค่าใช้จ่ายโดยรวม ทำให้เบี้ยประกันไม่สูงเกินไป
ตัวอย่าง:

ค่ารักษาพยาบาล 1,000 บาท
Copayment ตามกรมธรรม์ = 100 บาท
ผู้เอาประกันจ่ายเอง 100 บาท ส่วนที่เหลือบริษัทประกันรับผิดชอบตามเงื่อนไข
โดยทั่วไป Copayment จะใช้กับ:
- ค่าตรวจรักษา OPD (ผู้ป่วยนอก)
- ค่ายา
- บริการที่ระบุในเงื่อนไขกรมธรรม์

หมายเหตุ: บริการบางประเภท เช่น IPD (ผู้ป่วยใน) อาจไม่มี Copayment ขึ้นอยู่กับแผนประกัน
บางกรมธรรม์กำหนด เพดาน Copayment ต่อปี เพื่อป้องกันค่าใช้จ่ายเกินควบคุม เช่น ไม่เกิน 2,000 บาทต่อปี ควรตรวจสอบเงื่อนไขในกรมธรรม์ของคุณ
ไม่เกี่ยวกับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) ใช้เฉพาะกับการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD)
ส่วนใหญ่จะใช้กับโรงพยาบาลในเครือข่ายที่บริษัทประกันกำหนด หากไปนอกเครือข่าย อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ควรตรวจสอบรายชื่อโรงพยาบาลก่อนเข้ารับบริการ
บางแผนประกันอาจยกเว้น Copayment สำหรับ:
- การรักษาฉุกเฉิน
- การรักษาผู้ป่วยใน (IPD)
- บริการที่ระบุว่า “ฟรี Copayment” ในกรมธรรม์
บริษัทประกันภัยจะมีหนังสือแจ้งล่วงหน้าก่อนครบชำระเบี้ยประกันภัยไม่น้อยกว่า 30 วัน หากเกิดการเคลมภายหลังจากที่บริษัทได้ออกหนังสือแจ้งชำระเบี้ยประกันภัย และเข้าเงื่อนไข Copayment บริษัทจะออกเอกสาร บันทึกสลักหลัง (Endorsement) เพื่อแจ้งรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงและเงื่อนไขเพิ่มเติมให้ผู้เอาประกันภัยทราบ
บริษัทประกันภัยจะพิจารณาทุกรอบปีกรมธรรม์ หากการเคลมของผู้เอาประกันภัยมีการปรับตัวลดลง ไม่เกินตามหลักเกณฑ์ของ Copayment บริษัทประกันภัยจะยกเลิกการมีส่วนร่วมจ่าย Copayment ในปีถัดไป
เงื่อนไข Copayment จะปรับเปลี่ยนตามอัตราการเคลมของผู้เอาประกันภัย ว่าเกินเกณฑ์ หรือเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยบริษัทจะพิจารณาทุกรอบปีกรมธรรม์
กรณีการเข้าเงื่อนไข Copayment เนื่องจากเข้าเกณฑ์ Copayment (จำนวนการรักษาและอัตราการเคลมเกินกำหนด) จะไม่มีการลดเบี้ยประกันภัย
โดยหลักคิดคือ “ร่วมจ่ายตามเงื่อนไขในปีถัดไป” แต่การเคลมจากโรคร้ายแรงและการผ่าตัดใหญ่ (ตามรายการที่กำหนด) จะไม่ถูกนับเข้าเงื่อนไข Copayment แนะนำให้ตรวจรายละเอียดกรมธรรม์/บันทึกสลักหลังของคุณเพื่อความชัดเจนในเคสจริง
Copayment คือ ผู้เอาประกันภัยจะต้องมีส่วนร่วมจ่ายตามเปอร์เซ็นต์ของค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นตามที่ระบุไว้
Deductible คือ ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลส่วนแรก ตามจำนวนที่ระบุไว้ในแบบประกันภัย
ผู้เอาประกันภัยจะต้องจ่าย Deductible ส่วนแรกก่อน แล้วนำสิ่งที่เหลือมาคำนวณ Copayment 30% หรือ 50% แล้วแต่กรณี
ในปัจจุบัน ประกันสุขภาพกลุ่ม ยังไม่มีเงื่อนไข Copayment
ไม่มีผลโดยตรงต่อโรงพยาบาลที่สามารถเข้ารับการรักษา แต่ Copayment อาจส่งผลต่อค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเอง โดยเฉพาะในโรงพยาบาลที่มีค่ารักษาสูง เนื่องจากเปอร์เซ็นต์ของ Copayment คิดจากค่ารักษาทั้งหมด
หากผู้เอาประกันภัยเลือกเปลี่ยนบริษัทประกันภัยและสมัครกรมธรรม์ใหม่หลังจาก 20 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป กรมธรรม์ทุกฉบับเข้าข่าย Copayment
อย่างไรก็ตาม บริษัทประกันใหม่อาจพิจารณาประวัติการเคลมเดิม และอาจมีเงื่อนไขพิเศษ เช่น ระยะเวลารอคอย (Waiting Period) หรือไม่ครอบคลุมโรคเดิม
ค่าใช้จ่าย Copayment ไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ แต่เบี้ยประกันสุขภาพสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ ภายใต้เงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด