Detail
Discount
Help

 >  บทความ  >  รู้จัก “ไวรัสนิปาห์” และการป้องกันอย่างถูกวิธี

รู้จัก “ไวรัสนิปาห์” และการป้องกันอย่างถูกวิธี

16 ก.พ. 2569

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “ไวรัสนิปาห์” (Nipah virus) กลายเป็นหนึ่งในโรคอุบัติใหม่ที่ทั่วโลกจับตามอง เนื่องจากสามารถทำให้เกิดอาการรุนแรงถึงขั้นสมองอักเสบ และมีอัตราการเสียชีวิตสูง แม้จำนวนผู้ป่วยจะไม่มากเหมือนโรคโควิด 19 แต่การระบาดของไวรัสนิปาห์เป็นเหตุการณ์ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้เป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง เพราะยังไม่มีวัคซีนหรือยาต้านไวรัสเฉพาะทาง

บทความนี้สรุปให้ครบทั้งต้นตอของเชื้อ การแพร่กระจาย อาการ การรักษา และวิธีป้องกันที่ทำได้จริง เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจโรคนี้อย่างถูกต้องและไม่ตื่นตระหนก

 

ไวรัสนิปาห์คืออะไร?

 

ไวรัสนิปาห์เป็นเชื้อไวรัสในกลุ่ม Henipavirus ซึ่งจัดอยู่ในโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (zoonotic disease) และสามารถแพร่จากคนสู่คนได้เช่นกัน ความน่ากังวลของโรคนี้คือ

  • อัตราการเสียชีวิตสูง
  • อาการรุนแรงรวดเร็ว
  • ยังไม่มีวัคซีนและยารักษาเฉพาะ

ดังนั้น การทำความเข้าใจโรคนี้ตั้งแต่พื้นฐานจึงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด

 

ต้นตอของไวรัสนิปาห์: มาจากค้างคาวผลไม้

 

หนึ่งในข้อมูลสำคัญที่สุดคือ แหล่งรังโรคของไวรัสนิปาห์คือ ค้างคาวผลไม้ (Fruit Bat หรือ Flying Fox) ซึ่งสามารถเป็นพาหะของเชื้อได้โดยไม่แสดงอาการป่วย และปล่อยเชื้อออกมากับ

  • น้ำลาย
  • ปัสสาวะ
  • มูลค้างคาว

เมื่อสารเหล่านี้ปนเปื้อนในอาหาร แหล่งน้ำ หรือผลไม้ เชื้อสามารถแพร่สู่สัตว์อื่น เช่น หมู และต่อมาแพร่สู่คนในที่สุด

กรณีแบบนี้เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศในเอเชีย เมื่อฟาร์มเลี้ยงหมูตั้งอยู่ใกล้พื้นที่ที่ค้างคาวอาศัยอยู่ ส่งผลให้เกิดการระบาดครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1998

 

ไวรัสนิปาห์ติดต่อได้อย่างไร?

 

แม้ไม่แพร่กระจายทางอากาศได้ง่าย แต่ไวรัสนิปาห์สามารถติดต่อได้หลายช่องทาง ซึ่งทุกคนควรรู้เพื่อป้องกันตนเอง

 

1) ติดต่อจากสัตว์สู่คน

เกิดจากการสัมผัสสัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น

  • หมู
  • ค้างคาว
  • สัตว์เลี้ยงที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่ง

รวมถึงการสัมผัสเลือด น้ำลาย หรือเนื้อเยื่อของสัตว์เหล่านี้

 

2) ติดต่อจากคนสู่คน

พบได้ในผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วย เช่น

  • บุคลากรทางการแพทย์
  • สมาชิกในครอบครัว
  • ผู้ดูแลผู้ป่วย

โดยเชื้อสามารถแพร่ผ่านสารคัดหลั่ง เช่น เสมหะ น้ำลาย หรือน้ำมูก

 

3) ติดต่อผ่านอาหารและเครื่องดื่มปนเปื้อน

ตัวอย่างที่พบบ่อย ได้แก่

  • ผลไม้ที่ถูกค้างคาวกัด
  • น้ำผลไม้สดที่ไม่ผ่านการล้าง
  • เครื่องดื่มหมักดองแบบท้องถิ่นที่เปิดทิ้งไว้ในธรรมชาติ
  • น้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนจากสัตว์
 

การระบาดครั้งแรกและเหตุการณ์สำคัญ

 

ไวรัสนิปาห์ถูกพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1998 ในประเทศมาเลเซีย ในกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูที่มีอาการทางระบบประสาทอย่างรุนแรง การตรวจสอบในภายหลังพบว่าเชื้อแพร่จากค้างคาว หมู คน ทำให้ต้องกำจัดหมูหลายแสนตัวเพื่อควบคุมการระบาด

หลังจากนั้นมีการพบการระบาดเป็นระยะในประเทศต่าง ๆ เช่น

  • บังกลาเทศ
  • อินเดีย
  • บางพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แม้จะไม่ใช่โรคที่ระบาดวงกว้าง แต่ความรุนแรงของโรคทำให้หลายประเทศยังเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจนถึงปัจจุบัน

 

อาการของผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์

 

อาการของโรคสามารถแบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่ อาการทั่วไป และอาการรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท

 

อาการเริ่มต้น (คล้ายไข้หวัด)

  • ไข้สูง
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • เจ็บคอ
  • อ่อนเพลีย
  • ไอ หรือหายใจลำบาก

อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นในช่วง 4–14 วันหลังได้รับเชื้อ

 

อาการรุนแรง (อาจเกิดภาวะสมองอักเสบ)

ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการลุกลามอย่างรวดเร็วไปสู่ระบบประสาท ทำให้เกิดภาวะสมองอักเสบ (encephalitis) ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

อาการที่พบบ่อย เช่น

  • ง่วงซึม สับสน
  • พูดไม่ชัด
  • เดินเซ
  • ชัก
  • หมดสติ หรือโคม่า
 

การรักษาไวรัสนิปาห์

 

ปัจจุบันยัง ไม่มีวัคซีนหรือยาต้านไวรัสเฉพาะทาง การรักษาจึงมุ่งเน้นการดูแลตามอาการ (supportive care) เช่น

  • การให้สารน้ำ
  • การดูแลระบบทางเดินหายใจ
  • การประคับประคองการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ
  • การควบคุมการชัก

ผู้ป่วยมักต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่มีระบบดูแลผู้ป่วยอาการรุนแรง

 

วิธีป้องกันไวรัสนิปาห์ที่ทุกคนสามารถทำได้

 

แม้ไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

 

1) รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล

  • ล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลเป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่วยหรือสัตว์ตาย
  • ใช้หน้ากากอนามัยเมื่อต้องดูแลผู้ป่วย
 

2) เลือกรับประทานอาหารที่ปลอดภัย

  • ล้างผลไม้ให้สะอาดทุกครั้ง
  • หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรอยกัดของสัตว์
  • หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำผลไม้สดที่ไม่ผ่านความร้อน
  • หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือหมักดองที่เสี่ยงปนเปื้อนสัตว์ป่า
 

3) ปลอดภัยเมื่ออยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง

  • หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีค้างคาวจำนวนมาก
  • ไม่เก็บน้ำฝนหรือน้ำทิ้งจากอาคารที่อาจมีค้างคาวพักอาศัย
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสมูลหรือปัสสาวะของค้างคาวโดยตรง
 

ควรพบแพทย์เมื่อไหร่?

 

หากมีอาการต่อไปนี้ โดยเฉพาะหลังเดินทางกลับจากพื้นที่ที่เคยมีรายงานการระบาด ควรพบแพทย์ทันที

  • ไข้สูงมากกว่า 2–3 วัน
  • ปวดศีรษะรุนแรง
  • สับสน พูดไม่ชัด
  • ชัก หรือรู้สึกผิดปกติด้านการทรงตัว

การตรวจและรักษาเร็ว จะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้

สรุป: รู้เท่าทัน ช่วยลดความเสี่ยงได้มาก

ไวรัสนิปาห์เป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง แต่ไม่ใช่โรคที่แพร่กระจายง่ายในชีวิตประจำวัน หากเรามีข้อมูลที่ถูกต้องและดูแลสุขอนามัยอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถลดความเสี่ยงได้อย่างมาก

สิ่งสำคัญคือ

  • ไม่ตื่นตระหนก
  • รับข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ
  • ดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล
  • เลือกรับประทานอาหารที่สะอาด

เพราะการ “รู้ให้ทัน” คือกุญแจสำคัญในการป้องกันโรคอุบัติใหม่ทุกชนิด