ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “ไวรัสนิปาห์” (Nipah virus) กลายเป็นหนึ่งในโรคอุบัติใหม่ที่ทั่วโลกจับตามอง เนื่องจากสามารถทำให้เกิดอาการรุนแรงถึงขั้นสมองอักเสบ และมีอัตราการเสียชีวิตสูง แม้จำนวนผู้ป่วยจะไม่มากเหมือนโรคโควิด 19 แต่การระบาดของไวรัสนิปาห์เป็นเหตุการณ์ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้เป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง เพราะยังไม่มีวัคซีนหรือยาต้านไวรัสเฉพาะทาง
บทความนี้สรุปให้ครบทั้งต้นตอของเชื้อ การแพร่กระจาย อาการ การรักษา และวิธีป้องกันที่ทำได้จริง เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจโรคนี้อย่างถูกต้องและไม่ตื่นตระหนก
ไวรัสนิปาห์คืออะไร?
ไวรัสนิปาห์เป็นเชื้อไวรัสในกลุ่ม Henipavirus ซึ่งจัดอยู่ในโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (zoonotic disease) และสามารถแพร่จากคนสู่คนได้เช่นกัน ความน่ากังวลของโรคนี้คือ
- อัตราการเสียชีวิตสูง
- อาการรุนแรงรวดเร็ว
- ยังไม่มีวัคซีนและยารักษาเฉพาะ
ดังนั้น การทำความเข้าใจโรคนี้ตั้งแต่พื้นฐานจึงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด
ต้นตอของไวรัสนิปาห์: มาจากค้างคาวผลไม้
หนึ่งในข้อมูลสำคัญที่สุดคือ แหล่งรังโรคของไวรัสนิปาห์คือ ค้างคาวผลไม้ (Fruit Bat หรือ Flying Fox) ซึ่งสามารถเป็นพาหะของเชื้อได้โดยไม่แสดงอาการป่วย และปล่อยเชื้อออกมากับ
- น้ำลาย
- ปัสสาวะ
- มูลค้างคาว
เมื่อสารเหล่านี้ปนเปื้อนในอาหาร แหล่งน้ำ หรือผลไม้ เชื้อสามารถแพร่สู่สัตว์อื่น เช่น หมู และต่อมาแพร่สู่คนในที่สุด
กรณีแบบนี้เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศในเอเชีย เมื่อฟาร์มเลี้ยงหมูตั้งอยู่ใกล้พื้นที่ที่ค้างคาวอาศัยอยู่ ส่งผลให้เกิดการระบาดครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1998
ไวรัสนิปาห์ติดต่อได้อย่างไร?
แม้ไม่แพร่กระจายทางอากาศได้ง่าย แต่ไวรัสนิปาห์สามารถติดต่อได้หลายช่องทาง ซึ่งทุกคนควรรู้เพื่อป้องกันตนเอง
1) ติดต่อจากสัตว์สู่คน
เกิดจากการสัมผัสสัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น
- หมู
- ค้างคาว
- สัตว์เลี้ยงที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่ง
รวมถึงการสัมผัสเลือด น้ำลาย หรือเนื้อเยื่อของสัตว์เหล่านี้
2) ติดต่อจากคนสู่คน
พบได้ในผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วย เช่น
- บุคลากรทางการแพทย์
- สมาชิกในครอบครัว
- ผู้ดูแลผู้ป่วย
โดยเชื้อสามารถแพร่ผ่านสารคัดหลั่ง เช่น เสมหะ น้ำลาย หรือน้ำมูก
3) ติดต่อผ่านอาหารและเครื่องดื่มปนเปื้อน
ตัวอย่างที่พบบ่อย ได้แก่
- ผลไม้ที่ถูกค้างคาวกัด
- น้ำผลไม้สดที่ไม่ผ่านการล้าง
- เครื่องดื่มหมักดองแบบท้องถิ่นที่เปิดทิ้งไว้ในธรรมชาติ
- น้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนจากสัตว์
การระบาดครั้งแรกและเหตุการณ์สำคัญ
ไวรัสนิปาห์ถูกพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1998 ในประเทศมาเลเซีย ในกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูที่มีอาการทางระบบประสาทอย่างรุนแรง การตรวจสอบในภายหลังพบว่าเชื้อแพร่จากค้างคาว หมู คน ทำให้ต้องกำจัดหมูหลายแสนตัวเพื่อควบคุมการระบาด
หลังจากนั้นมีการพบการระบาดเป็นระยะในประเทศต่าง ๆ เช่น
- บังกลาเทศ
- อินเดีย
- บางพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แม้จะไม่ใช่โรคที่ระบาดวงกว้าง แต่ความรุนแรงของโรคทำให้หลายประเทศยังเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจนถึงปัจจุบัน
อาการของผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์
อาการของโรคสามารถแบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่ อาการทั่วไป และอาการรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท
อาการเริ่มต้น (คล้ายไข้หวัด)
- ไข้สูง
- ปวดศีรษะ
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
- เจ็บคอ
- อ่อนเพลีย
- ไอ หรือหายใจลำบาก
อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นในช่วง 4–14 วันหลังได้รับเชื้อ
อาการรุนแรง (อาจเกิดภาวะสมองอักเสบ)
ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการลุกลามอย่างรวดเร็วไปสู่ระบบประสาท ทำให้เกิดภาวะสมองอักเสบ (encephalitis) ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
อาการที่พบบ่อย เช่น
- ง่วงซึม สับสน
- พูดไม่ชัด
- เดินเซ
- ชัก
- หมดสติ หรือโคม่า
การรักษาไวรัสนิปาห์
ปัจจุบันยัง ไม่มีวัคซีนหรือยาต้านไวรัสเฉพาะทาง การรักษาจึงมุ่งเน้นการดูแลตามอาการ (supportive care) เช่น
- การให้สารน้ำ
- การดูแลระบบทางเดินหายใจ
- การประคับประคองการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ
- การควบคุมการชัก
ผู้ป่วยมักต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่มีระบบดูแลผู้ป่วยอาการรุนแรง
วิธีป้องกันไวรัสนิปาห์ที่ทุกคนสามารถทำได้
แม้ไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
1) รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล
- ล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลเป็นประจำ
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่วยหรือสัตว์ตาย
- ใช้หน้ากากอนามัยเมื่อต้องดูแลผู้ป่วย
2) เลือกรับประทานอาหารที่ปลอดภัย
- ล้างผลไม้ให้สะอาดทุกครั้ง
- หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรอยกัดของสัตว์
- หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำผลไม้สดที่ไม่ผ่านความร้อน
- หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือหมักดองที่เสี่ยงปนเปื้อนสัตว์ป่า
3) ปลอดภัยเมื่ออยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง
- หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีค้างคาวจำนวนมาก
- ไม่เก็บน้ำฝนหรือน้ำทิ้งจากอาคารที่อาจมีค้างคาวพักอาศัย
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสมูลหรือปัสสาวะของค้างคาวโดยตรง
ควรพบแพทย์เมื่อไหร่?
หากมีอาการต่อไปนี้ โดยเฉพาะหลังเดินทางกลับจากพื้นที่ที่เคยมีรายงานการระบาด ควรพบแพทย์ทันที
- ไข้สูงมากกว่า 2–3 วัน
- ปวดศีรษะรุนแรง
- สับสน พูดไม่ชัด
- ชัก หรือรู้สึกผิดปกติด้านการทรงตัว
การตรวจและรักษาเร็ว จะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้
สรุป: รู้เท่าทัน ช่วยลดความเสี่ยงได้มาก
ไวรัสนิปาห์เป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง แต่ไม่ใช่โรคที่แพร่กระจายง่ายในชีวิตประจำวัน หากเรามีข้อมูลที่ถูกต้องและดูแลสุขอนามัยอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถลดความเสี่ยงได้อย่างมาก
สิ่งสำคัญคือ
- ไม่ตื่นตระหนก
- รับข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ
- ดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล
- เลือกรับประทานอาหารที่สะอาด
เพราะการ “รู้ให้ทัน” คือกุญแจสำคัญในการป้องกันโรคอุบัติใหม่ทุกชนิด