- คำนวณภาษีปี 2568 ทำไมควรรู้ไว้
- ก่อนคำนวณภาษี ต้องรู้ 4 เรื่องนี้
- สูตรเงินได้สุทธิ + ตัวอย่างคำนวณ
- ตารางอัตราภาษีขั้นบันได ปี 2568
- วิธีที่ 1: คำนวณภาษีแบบขั้นบันได
- วิธีที่ 2: ภาษีแบบเหมา 0.5% (กรณีมีรายได้บางประเภท)
- วางแผนภาษีให้คุ้ม: ลดภาษี + สร้างเงินออม
- สรุป: ทำตามนี้ คำนวณเองได้จริง
- คำถามที่พบบ่อย
เมื่อเริ่มทำงานและเริ่มมีรายได้เข้ามา “จริงจัง” สิ่งที่ตามมาแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ไม่ต้องกลัวครับ—ถ้าเข้าใจหลักการพื้นฐาน คุณคำนวณเองได้แน่นอน
บทความนี้อัปเดตสำหรับปีภาษี 2568 (ยื่นภาษีปี 2569)
เป้าหมายคือทำให้คุณ เข้าใจง่าย คำนวณเองได้ และวางแผนภาษีได้ตั้งแต่วันนี้ โดยใช้แนวคิด “รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ” แล้วค่อยไปดูอัตราภาษีแบบขั้นบันได
คำนวณภาษีปี 2568 ทำไมควรรู้ไว้
เพราะภาษีไม่ใช่แค่ “ยื่นให้จบ ๆ” แต่เกี่ยวกับเงินในกระเป๋าคุณโดยตรง ถ้ารู้วิธีคิด คุณจะรู้เลยว่า ต้องเตรียมเอกสารอะไร ใช้สิทธิ์ลดหย่อนอะไรได้ และวางแผนล่วงหน้ายังไงถึงคุ้ม ไม่ต้องมานั่งเครียดปลายปีแบบเปิดแท็บสิบอันแล้วน้ำตาจะไหล
นับตั้งแต่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2568
เช่น เงินเดือนหักเหมา 50% แต่ไม่เกิน 100,000
ส่วนตัว 60,000 + ประกันสังคมสูงสุด 9,000 ฯลฯ
คำนวณแบบขั้นบันได (ส่วนใหญ่ใช้วิธีนี้)
ก่อนคำนวณภาษี ต้องรู้ 4 เรื่องนี้
เวลาพูดเรื่องภาษี จะเจอ 4 คำนี้วนไปวนมา ถ้าเข้าใจชุดนี้ ทุกอย่างจะง่ายขึ้นมาก
1) รายได้
คือรายได้รวมตลอดทั้งปี (1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2568) ทั้งจากงานประจำและรายได้เสริม เช่น ค่าจ้างพิเศษ ค่าเช่าบ้าน ฯลฯ
2) ค่าใช้จ่าย
คือค่าใช้จ่ายที่กฎหมายให้หักได้เพื่อสะท้อน “ต้นทุนการหารายได้” สำหรับผู้รับเงินเดือน มักหักแบบเหมา 50% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
3) ค่าลดหย่อน
คือสิทธิ์ที่นำมาหักลดฐานภาษี เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว, ครอบครัว, กองทุน, ประกัน ฯลฯ
4) อัตราภาษี
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยทั่วไปคำนวณแบบ อัตราก้าวหน้า (ขั้นบันได) คือรายได้สุทธิสูงขึ้น ภาษีก็สูงขึ้นเป็น “ขั้น ๆ” ไม่ได้คิดทั้งก้อนด้วยอัตราเดียว
สูตรเงินได้สุทธิ + ตัวอย่างคำนวณ
ก่อนจะไปดูว่าต้องเสียภาษีเท่าไหร่ ต้องหา เงินได้สุทธิ ให้เจอก่อน เพราะเงินได้สุทธิคือฐานที่จะนำไปเทียบตารางภาษี
ตัวอย่าง นาย A เป็นพนักงานเงินเดือน มีรายได้ทั้งปี 300,000 บาท หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 100,000 บาท และมีค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท + ประกันสังคม 9,000 บาท
ดังนั้นเงินได้สุทธิของนาย A = 131,000 บาท ซึ่งอยู่ในช่วง 0 – 150,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษี (ไม่ต้องเสียภาษี)
ตารางอัตราภาษีขั้นบันได ปี 2568
ตารางด้านล่างเป็นอัตราภาษีแบบขั้นบันไดที่ใช้กับเงินได้สุทธิ
| เงินได้สุทธิ (บาท) | อัตราภาษี / วิธีคิดแบบย่อ |
|---|---|
| 0 – 150,000 | ได้รับการยกเว้นภาษี |
| 150,001 – 300,000 | (เงินได้สุทธิ – 150,000) x 0.05 |
| 300,001 – 500,000 | [ (เงินได้สุทธิ – 300,000) x 0.10 ] + 7,500 |
| 500,001 – 750,000 | [ (เงินได้สุทธิ – 500,000) x 0.15 ] + 27,500 |
| 750,001 – 1,000,000 | [ (เงินได้สุทธิ – 750,000) x 0.20 ] + 65,000 |
| 1,000,001 – 2,000,000 | [ (เงินได้สุทธิ – 1,000,000) x 0.25 ] + 115,000 |
| 2,000,001 – 5,000,000 | [ (เงินได้สุทธิ – 2,000,000) x 0.30 ] + 365,000 |
| 5,000,001 ขึ้นไป | [ (เงินได้สุทธิ – 5,000,000) x 0.35 ] + 1,265,000 |
| *หมายเหตุ: ตารางนี้เป็น “สูตรคำนวณแบบย่อ” เพื่อให้เห็นภาพเร็ว การยื่นจริงควรตรวจสอบข้อมูลและเงื่อนไขรายการลดหย่อนตามประกาศล่าสุดก่อนยื่นแบบ | |
วิธีที่ 1: คำนวณภาษีแบบขั้นบันได (วิธีมาตรฐาน)
วิธีนี้เป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่ใช้ เพราะเป็นการคำนวณตามขั้นรายได้สุทธิ ถ้าคุณรู้เงินได้สุทธิของตัวเองแล้ว ให้ดูว่าอยู่ในช่วงไหนของตาราง แล้วคำนวณตามสูตรของช่วงนั้นได้เลย
ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่า “เอ๊ะ ทำไมมีภาษีสะสม?” อย่าเพิ่งตกใจครับ มันคือการคิดภาษีแบบไล่ขั้น—เหมือนบันได ยิ่งขึ้นสูง ยิ่งจ่ายเพิ่มเฉพาะ “ส่วนที่เกิน” ของขั้นนั้น
วิธีที่ 2: ภาษีแบบเหมา 0.5% (กรณีมีรายได้บางประเภท)
นอกจากเงินเดือนแล้ว บางคนมีรายได้จากช่องทางอื่น ๆ เช่น ค่าจ้างงานพิเศษ/ฟรีแลนซ์/รายได้อื่นบางประเภท ในบางกรณีอาจต้องคำนวณ ภาษีแบบเหมา 0.5% เพิ่มด้วย
แนวคิดแบบง่ายคือ: เอารายได้ที่ไม่ใช่เงินเดือน (ตามเงื่อนไข) มาคิด 0.5%
เมื่อคำนวณเสร็จแล้ว ให้นำภาษีที่ได้จาก วิธีที่ 1 และ วิธีที่ 2 มาเปรียบเทียบ แล้วเลือกชำระตามวิธีที่ต้องเสียภาษีมากกว่า (ตามหลักเกณฑ์)
วางแผนภาษีให้คุ้ม: ลดภาษี + สร้างเงินออม
ภาษีไม่ใช่เรื่องของ “ปลายปีค่อยว่ากัน” แล้วค่อยรีบซื้ออะไรสักอย่างให้ครบวงเงิน ถ้าวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ คุณจะเลือกได้ว่าอะไรเหมาะกับเป้าหมายการเงินจริง ๆ และใช้สิทธิ์ได้ครบโดยไม่พลาด
แนวทางวางแผนง่าย ๆ
- เช็กฐานรายได้สุทธิคร่าว ๆ กลางปี จะได้รู้ว่าตัวเองอยู่ขั้นไหน
- จัดเอกสารเป็นระบบ เช่น สลิปเงินเดือน/หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย/ใบเสร็จลดหย่อน
- มอง “ประกัน/การออม” เป็นแผนระยะยาว ไม่ใช่แค่ลดภาษีปีเดียว
ถ้าคุณสนใจเรื่องประกันกับภาษีแบบลงรายละเอียด อ่านต่อได้ที่ การทำประกันชีวิตหักลดหย่อนภาษียังไงให้คุ้ม และหากอยากคุยกับผู้เชี่ยวชาญแบบตรงเคสของคุณ นัดหมายผู้เชี่ยวชาญอาคเนย์ประกันชีวิต ได้เลย
สรุป: ทำตามนี้ คำนวณเองได้จริง
- รวมรายได้ทั้งปี (ปีภาษี 2568)
- หักค่าใช้จ่ายให้ถูกต้อง
- หักค่าลดหย่อนให้ครบสิทธิ์
- ได้ “เงินได้สุทธิ” แล้วไปเทียบตารางขั้นภาษี
- กรณีมีรายได้บางประเภท อาจต้องคำนวณภาษีแบบเหมา 0.5% เพิ่ม แล้วนำมาเปรียบเทียบ
สรุปสุดท้ายแบบไม่ยืดเยื้อ
ถ้าคุณรู้ “เงินได้สุทธิ” ของตัวเอง คุณก็ไปต่อได้เกือบทั้งหมดแล้วครับ ที่เหลือคือการวางแผนลดหย่อนให้เหมาะกับชีวิต ไม่ใช่ให้เหมาะกับความตื่นเต้นช่วงปลายปี